🎞️ Videos → Work anywhere with Claude Code in the cloud
| Event | Claude Code Sharing #3 |
| Speaker |
Description
พบกับคุณหนุ่ม มนัสศานต์ มนูญชัย นักพัฒนาจาก Eventpop, Token Me และผู้สร้างเลย์เอาต์แป้นพิมพ์ Manoonchai ที่จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับการใช้งาน Claude Code บน Cloud (Claude Code on the Web) ในเซสชันนี้ คุณหนุ่มจะมาเจาะลึกความแตกต่างระหว่างการรันบนเครื่องตัวเองกับการรันบน cloud พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเดสก์ท็อป เว็บเบราว์เซอร์ และแอปบนมือถือ รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ใน workflow การทำงานจริงร่วมกับเครื่องมืออย่าง GitHub, Jira และ Slack นอกจากนี้ยังมีการแชร์แนวทางการตั้งระบบอัตโนมัติด้วย Claude Routine เพื่อช่วยจัดการ merge conflict และข้อผิดพลาดจาก Sentry ตลอดจนข้อดี ข้อจำกัด และทริคการตั้งค่า environment ให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
Chapters
- แนะนำตัวผู้บรรยายและเกริ่นนำเข้าสู่หัวข้อ Claude Code บน Cloud0:00
- สำรวจการใช้งาน Claude Code ในรูปแบบต่างๆ ของผู้ฟัง1:24
- เปรียบเทียบรูปแบบการรัน Claude Code จาก Local สู่ Cloud2:07
- เจาะลึกสเปกและสภาพแวดล้อมของ Claude Code on the Web (Claude Cloud)3:02
- ข้อแตกต่าง Claude Remote vs Claude Cloud: ปิดฝาจอคอมก็ยังทำงานได้4:12
- 4 ช่องทางการเข้าใช้งานและการตั้งค่า Environment บน Claude Cloud4:38
- Workflow การเริ่มสั่งงานจาก Mobile App จนถึงการสร้าง GitHub PR9:18
- ต่อ Connector กับ Jira และ Slack เพื่อสั่งแก้งานและบั๊กได้ทันที11:23
- รู้จัก Claude Routine ตั้งเวลารันงานอัตโนมัติบน Cloud แม้ปิดคอม12:43
- ตัวอย่าง Routine ในชีวิตจริง: แก้ Merge Conflict และสแกนบั๊กจาก Sentry13:46
- ระบบอัตโนมัติดักจับ CI Fail และแก้ Flaky Test ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน16:05
- สรุปข้อดี: ทำงานได้ทุกอุปกรณ์ ปลอดภัยด้วย Sandboxed VM ชั่วคราว17:53
- ข้อจำกัดที่ควรรู้: รองรับแค่ GitHub และความเสี่ยงเปลือง Token ใน repo ซับซ้อน20:54
- เทคนิคการ inject สกิลและการเขียน Setup Script รันโปรเจกต์แบบไม่เสีย Token24:18
- Q&A: การต่อ Private Repo และการรัน Test บน Cloud Environment26:55
- Q&A และช่วงท้าย: ไอเดียการประยุกต์ใช้ Routine ช่วยสรุปงานและดูแลระบบ31:17
Transcript
คำบรรยายต่อไปนี้อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด หากคุณพบข้อผิดพลาดใดๆ คุณสามารถคลิกเมาส์ขวาบนข้อความเพื่อรายงานได้ทันที หรือแก้ไขบน GitHub
แนะนำตัวผู้บรรยายและเกริ่นนำเข้าสู่หัวข้อ Claude Code บน Cloud0:00
>>> session ต่อไปนะจะเป็นพี่ หนุ่มมาพูดเกี่ยวกับ Claude Code บน cloud นะครับก็จะเริ่มเป็น อีก next step นะ advance ขึ้น โอเค เดี๋ยวพี่หนุ่มมา setup ก่อนก็ได้ พร้อมเลย
>>> ก็ระหว่างรอนะครับเมื่อกี้ของผมเรียกว่า ไม่ให้ถามแล้วกันเพราะว่าเดี๋ยวตอบไม่ได้ ก็เดี๋ยวเก็บคำถามไว้สำหรับสองคนแทนนะ โยนก่อน
>>> เดี๋ยวรอพี่หนุ่ม พร้อมแล้วก็เริ่มได้เลยครับ >>> ครับ โอเค น่าจะมีประมาณ 100 คนนะครับเดี๋ยว แนะนำตัวก่อนนะครับ ชื่อหนุ่มนะครับมนัสศานต์ มนูญชัย ตอนนี้ทำอยู่หลายที่ครับมี Eventpop, Token Me, GeekCraft อันนี้ทำ sticker ครับ แล้วก็ เคยทำ keyboard layout ภาษาไทย ชื่อ Manoonchai ครับ ตามนามสกุล แล้วก็หมาอู่หลงครับ
สำรวจการใช้งาน Claude Code ในรูปแบบต่างๆ ของผู้ฟัง1:24
จะทำ survey แบบเร็ว ๆ ยกมือนะครับ ใครใช้ Claude Code บ้างครับ ยกมือครับ
>>> เกินครึ่งนะครับ แล้วใครใช้บน mobile บ้างครับขอบน mobile ยกมือค้างไว้ก่อน
แล้วใครใช้ Claude Remote ครับ
>>> โอเค แล้วก็ แล้วมีใครใช้ Claude Code on the web บ้างครับ หรือเคยได้ยิน โอเค มีนิดหน่อยนะครับ เดี๋ยววันนี้จะมาขายตัวนี้แหละครับ
>>> ก็อีกอันหนึ่ง อันสุดท้าย Claude Routine นะครับ >>> มีอยู่ครับ ของดีครับ เดี๋ยวขายอันนี้เหมือนกัน
เปรียบเทียบรูปแบบการรัน Claude Code จาก Local สู่ Cloud2:07
>>> ก็ เอ่อ เดี๋ยวเรามาเข้าเรื่องกัน เลยนะครับ ก็เจ้า Claude Code เนี่ย มัน รันได้บนหลาย ๆ แพลตฟอร์มนะครับ ผมจะมีประมาณสามสี่อย่าง อย่างแรกก็คือ
บน local machine นะครับ ก็คือรันในคอมเราเอง บน command line บน text editor นะครับ หรือว่า IDE แล้วก็มีที่เป็น desktop app นะครับ อันนี้ก็คือ session Claude Code ก็จะรัน บนเครื่องเรา แล้วเราจะ remote อะไรเข้ามาก็แล้วแต่นะ ก็ถ้าเป็น Claude Code remote ที่จุ้นพูดไปตะกี้นี้นะครับ ก็เป็น local เหมือนกัน แต่ว่าเราสามารถ remote เข้ามาใช้ได้ ผ่าน mobile app นะครับ หรือว่าที่ เรียกกันว่า remote control นะครับ แล้วก็มี setting ที่แนะนำก็ คือ เหมือนคุณจุ้นก็ทำเหมือนกัน เปิด Auto Remote Control เลยนะ ครับ ตัว mobile ก็จะเข้ามาได้
>>> ครับผม
เจาะลึกสเปกและสภาพแวดล้อมของ Claude Code on the Web (Claude Cloud)3:02
ต่อมาก็คืออันนี้อีกขั้นหนึ่งที่เราจะมาแนะนำในวันนี้นะครับ ก็คือ Claude Code on the web มันจะเป็น server cloud นะครับ ที่รันโดย Anthropic แล้วก็เอามาให้เราใช้นะครับ แล้วก็มีการ integrate กับ GitHub repo
>>> ชื่อมันยาว ผมก็เลยจะเรียกมันว่า Claude Cloud แล้วกันนะครับ เพราะว่า มันรันบน cloud ของ Anthropic นะครับ มีอะไรอยู่บน cloud ของ Anthropic บ้างนะครับ ก็จะเป็น เป็น VM รัน Ubuntu นะครับ มี CPU สี่ CPU สิบหก GB RAM แล้วก็ disk 30GB ครับ ก็คือ น่าจะเพียงพอในงาน coding ทั่วไปนะครับ อาจจะเหลือเฟือ เลยแหละ ถ้าเกิดว่าเราไปเช่า ไซส์ขนาดนี้บน VPS ก็อาจจะเดือนละ หลักหลายสิบเหรียญอยู่นะครับ แล้วก็จะมีพวก tool ต่าง ๆ install มาเลย อย่างเช่น ภาษาต่าง ๆ ต่างที่นิยมนะครับ แล้วก็มีพวก command line tool แล้วก็มี database เป็น Postgres กับ Redis ให้ แต่ถ้าเราอยากลงอย่างอื่นก็ ลงเพิ่มได้นะครับ
>>> โอเค
ข้อแตกต่าง Claude Remote vs Claude Cloud: ปิดฝาจอคอมก็ยังทำงานได้4:12
>>> มันต่างกันยังไงนะครับ ผมมี ภาพสองภาพให้คุณดูแบบเร็ว ๆ ในความแตกต่างของ Claude Remote กับ Claude Cloud นะครับ ความแตกต่างครับ ดูดี ๆ นะครับ อันนี้คือภาพที่คุณใช้ Claude Remote ครับ คุณจะต้องแง้มจอไปนิดหน่อยไม่งั้นเดี๋ยวมัน sleep นะครับ และนี่คือภาพของคุณที่ใช้ Claude Cloud ครับ คุณปิดจอได้นะครับ เดี๋ยวจะบอกว่าเพราะอะไร
4 ช่องทางการเข้าใช้งานและการตั้งค่า Environment บน Claude Cloud4:38
>>> ทีนี้มาดูกันนะครับว่าเราจะใช้ Claude Cloud ได้ยังไงครับ ตอนนี้มีสี่วิธีนะครับ ผมจะไล่เรียงไปเลย เริ่มจาก Claude Desktop นะครับ บน Windows หรือบน Mac เนอะ ก็ เปิดหน้าจอตัว Claude app ขึ้นมาแล้วก็ไปที่ Code นะครับ แล้วด้านบนของ ตัวแชทเนี่ย อันนี้น่าจะตกขอบจอนิดนึง นะครับ มันจะมีปุ่มให้เลือกอยู่ ซึ่งปกติเนี่ย ถ้าเราเปิดมาครั้งแรกมันจะขึ้นว่า Local ก็คือรันบน Local เวลาเราพร้อมลงไป นะครับ ให้เราไปเลือกที่ ให้คลิก Local แล้วก็ไปเลือกที่ Cloud เสร็จแล้วมันก็จะมี ตัว Cloud Environment ให้นะครับ ถ้าเกิดใครยังไม่เคยใช้อ่ะ มันจะให้ login ก่อน login GitHub แล้วก็ Add Cloud Environment นะครับ เสร็จแล้ว
ก็จะเป็นหน้าต่างให้เรา set up environment มันก็จะมี อยู่นิดหน่อยครับ ตั้งชื่อ แล้วก็ตั้ง network access ว่าจะให้มัน access เว็บไซต์ได้มากน้อยขนาดไหนนะครับ แล้วก็มี environment variable ที่ถ้าเกิดว่าเรามี พวก env ต่าง ๆ เช่น node env หรือว่า config อะไรที่ specific กับ repo หรือว่า codebase นั้นนะครับ เราก็ set ได้ แล้วก็มี setup script ครับ เสร็จแล้วเราก็ เราอาจจะแค่ตั้งชื่อแล้วก็ create environment ได้เลยนะครับ
>>> โอเค อันนี้ก็คือหลังจากที่เรามี environment แล้ว ตรงเนี้ยจาก local ก็จะเป็นชื่อ environment ที่เราตั้งขึ้นมา แล้ว ก็จะมีรูปก้อนเมฆนะครับ ก็คืออันเนี้ย ถ้าเรา prompt อะไรลงไป มันก็จะไปรันบน cloud แล้ว เสร็จแล้วเราก็เลือก เลือก GitHub repo ของเรานะครับ เราสามารถเลือก repo เสร็จแล้วเลือก branch ที่จะทำงานได้ แล้วเราสามารถกดบวกเพื่อที่จะ
เลือกหลาย ๆ repo ได้ ถ้าเกิดเราต้องการทำงาน ข้ามหลาย repo ในคำสั่งเดียว หรือว่าใน session เดียวนะ
>>> แล้วก็ตามเคยครับ เลือก effort ได้
>>> อันนี้ก็คือ
ตะกี้คือเป็น Claude ที่อยู่บน Desktop นะครับ อันนี้ก็จะเป็นอีกอันหนึ่งที่เรา สามารถเข้าไปได้ก็คือ Claude Claude Cloud ที่อยู่บนเว็บ ก็เหมือน desktop ทุกอย่างเลย ใน หน้า UI นะครับ แต่ว่าเราสามารถ เข้าผ่าน browser ได้ ผ่าน URL claude.ai/code
>>> ก็ อันนี้เหมือนกันทุกประการ เพราะ ฉะนั้นเนี่ย เราจะ run บน computer ตัวเอง หรือว่า run บนมือถือ หรือว่า run บน tablet ที่มี browser ครับ อะไร run ได้หมดเลย ผมเคยลอง run ใน VR ก็รันได้เหมือนกันครับ แต่อาจจะใช้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
>>> แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือเป็นแอปโมบายนะครับ แอปโมบายเนี่ยก็เปิดแอปขึ้นมาแล้ว เปิด sidebar ด้านข้างนะครับ มันก็จะมี เมนูโค้ดอยู่แล้วก็เลือกเมนูโค้ดนะครับ
>>> เสร็จแล้วก็
>>> เลือก session นะครับหรือว่ากดบวกนิวแชท แล้วเราก็ เริ่มแชทกับมันได้เลย แล้วเราจะสังเกตว่า ตรง ตรงใต้ session นะครับ มันจะมี เอ้ย ตรงด้านบนของ session จะมีรูป รูปเมฆ แล้วก็ตัวชื่อของ environment ที่เราทำอยู่ ซึ่งอันนี้ก็คือถ้าเราเคยเซ็ตไว้ แล้วบนเดสก์ท็อปก็จะใช้บนนี้ได้นะ
>>> อันนี้ก็จะเป็นบนแอปในมือถือ
>>> สุดท้ายก็จะเป็นใช้ผ่าน command line นะครับ ก็เป็น Claude แล้วก็ --cloud แล้วก็พร้อมลงไปนะครับ แต่อันนี้จะต่าง workflow จะ ต่างกับเพื่อนนิดนึงก็คือพอเราสร้าง เสร็จแล้วเนี่ยมันจะไม่ได้เข้าไป ใน session หรือว่าเข้าไปใน command line เลย มันจะคืน เป็น URL cloud session ขึ้นมา แล้วให้เรา ทำสิ่งที่เรียกว่า teleport นะครับ ก็คือ claude --teleport แล้วก็ เป็น session ID แล้วพอเรากดเข้าไป มันก็จะเข้าไปใน Claude Code แล้วก็ >>> teleport เข้าไปใน session
ที่เราสร้างขึ้นมาเลยแล้วเราค่อยไปทำงานต่อ แต่ว่าอันนี้ ผมใช้แล้วรู้สึกว่า UX มันไม่ค่อยดีนะครับ ก็เลยไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ เพราะว่า ถ้าเราทำท่าแบบนี้มันก็เหมือนกับว่าเราใช้ Claude online แต่ว่าคอมเนี่ยเราไปยืมคนอื่นมา แต่ว่าสุดท้ายเราเอาโค้ด มารันบนเครื่องเราเองโดยการ teleport ก็เลยดูแปลก ๆ นะครับ ก็อาจจะ อาจจะยังก่อน
Workflow การเริ่มสั่งงานจาก Mobile App จนถึงการสร้าง GitHub PR9:18
>>> ต่อไปก็จะเป็น use case ที่ เอา ผมเอา Claude Cloud ไปใช้นะครับ ก็ workflow แรกนะครับ ในเมื่อเราใช้ cloud เดียวกันแล้วเนี่ย เวลาเรา plan งานหรือว่าเรา ทำงานเนี่ย เราสามารถเริ่มจาก บน mobile app ได้เลย แล้ว ก็เปิด mobile app ขึ้นมาแล้วก็ เริ่มเซต เริ่มคุย session นะครับ อาจจะ plan งานก่อน หรือว่าถ้าเป็นงานง่าย ๆ แล้วก็ ทำได้เลยนะครับ แต่ส่วนใหญ่ผมก็ เข้าไป เข้าไปในแอป mobile แล้วก็ สั่งงานเล็กน้อยแล้วก็บอกว่า grill me นะครับ เป็น skill แนะนำนะครับ ยอดนิยม
เสร็จแล้ว พอมันเริ่มทำงานไปครับ หลักการของ Claude Cloud เนี่ย พอมันแก้ code หรืออะไรเสร็จแล้วอะ มันจะถามเราว่า >>> มี change เท่านี้นะ จะเปิด PR ไหม ครับ พอเปิด PR มันก็จะไป สร้าง pull request ใหม่บน GitHub แล้วก็เอาลิงก์มาให้เรานะครับ หรือว่า หรือว่าเราจะให้มัน push เข้า main โดยตรงเลยก็ได้ แต่ส่วน ใหญ่เนี่ย มันจะแนะนำว่าจะให้เปิด PR ก่อน เพราะฉะนั้น change ต่าง ๆ เราสามารถ clone หรือว่าเราไปทำงานต่อ บน desktop หรือว่าบน แพลตฟอร์มอื่นได้นะครับ ก็คือทุกอันมันจะ เราจะสามารถ remote เข้าไปใช้ได้หมดเลยนะครับ คล้าย ๆ กับ Claude Remote แต่ว่าเป็น remote ขึ้น ขึ้นไปบน cloud ของ Anthropic นะครับ ก็คือ session มันก็จะแชร์กันโดย default อยู่แล้ว
>>> และอันนี้ก็คือผมสั่งไว้ทางซ้ายว่าให้สร้าง สร้างสไลด์ขึ้นมา เสร็จแล้วตัวทางขวาก็คือ มาแก้ bug ว่าขึ้นโปรเจกต์แล้วใช้ node version ไม่ถูกต้องนะ ให้แก้เป็นเวอร์ชันล่าสุดให้หน่อย อะไรประมาณนี้ แล้วเราก็สั่งต่อ มันก็ ทำโค้ดแล้วก็ push ขึ้นไปบน PR นะครับ เพื่อการ เพื่อแก้ไข แล้วเสร็จแล้วพอ เราโอเคแล้ว เราก็สั่ง merge ก็เป็น workflow ของการ vibe อย่างหนึ่งนะครับ
ต่อ Connector กับ Jira และ Slack เพื่อสั่งแก้งานและบั๊กได้ทันที11:23
>>> ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่ใช้ Claude Cloud ก็คือ ตัว Claude เนี่ย มันจะมีสิ่งที่เรียก ว่า connector อยู่แล้ว หรือว่า ก็เชิง MCP ประมาณนี้ครับ แล้วก็สามารถ connect กับ service หลาย ๆ อย่างได้ เลย อย่างที่ผมใช้ประจำก็จะเป็น มี Atlassian ครับ แล้วมี Slack มี Google Drive, Google Cal
>>> แล้วพอเรามี connector หรือว่า skill ต่าง ๆ เนี่ย เราก็จะสามารถ prompt อะไรหลาย ๆ อย่างที่ เราไม่ต้องเปิดคอมก็สามารถสั่งงานได้นะครับ อย่างเช่น
>>> ให้ implement Jira task นะครับ แล้วก็แปะ code ของ task นั้น หรือว่าให้ไปดู แล้วก็ fix ปัญหาใน GitHub pull request เบอร์อะไรก็ว่าไปนะครับ หรือว่ามีคนแจ้ง bug มาใน Slack นะครับ แล้วก็ copy link จาก Slack แล้วก็ prompt ไปว่า fix แก้ bug จาก Slack ให้หน่อยแล้วก็แปะลิงก์นะครับ หรือว่า improve UI/UX แล้วก็แปะรูปนะครับ อันนี้ใช้ประจำ ใช้บ่อยมาก คือข้อดีของ desktop app หรือว่าเว็บเนี่ย ก็คือเราสามารถ copy รูปลง clipboard แล้ว ก็ paste ลงไปได้เลยนะครับ
รู้จัก Claude Routine ตั้งเวลารันงานอัตโนมัติบน Cloud แม้ปิดคอม12:43
>>> อันนี้ก็คืออีกท่าหนึ่งหลังจากที่เรามี Claude Cloud แล้วอะครับ อีกฟีเจอร์หนึ่งที่แนะนำก็คือ Claude Routine ซึ่ง Claude Routine เนี่ย มันก็คือเป็นการตั้งเวลาว่าจะให้มันรันเมื่อไหร่ นะครับ แต่ว่าเวลาเรารอ เรากด New Routine ปุ๊บ เราก็จะเห็นว่า มันรันได้ทั้ง Local แล้วก็บน Cloud รัน Local ก็คือคอมเราเปิดไว้แล้ว สมมติเราตั้ง cron ไว้ว่า ทุก 7 โมงเช้าให้รัน ถ้าคอมเราเปิดอยู่มันก็จะรันให้ แต่ถ้าเกิดบน Cloud ก็คือเราปิดคอม แล้วมันรันให้เลยบน Anthropic cloud นะครับ
>>> อ๋อ เดี๋ยวบอกก่อน ก็คืออันนี้ก็คือ prompt ไปนะครับ แล้วก็กด Draft Routine เสร็จแล้วเราก็เลือกว่าเราอยากใช้โมเดล Sonnet Opus หรือ Fable นะครับ แล้วก็ ให้เลือกว่าเราจะใช้
>>> ให้มันแก้ repo ไหนหรือว่าหลาย ๆ repo ก็ได้นะครับ และนี่ก็คือตัวอย่าง
ตัวอย่าง Routine ในชีวิตจริง: แก้ Merge Conflict และสแกนบั๊กจาก Sentry13:46
อย่างเช่น ตอนนี้ task ใน Eventpop ของผมนะครับ ก็คือ automate หลายอย่างมาก อย่างแรกก็คือ มันชอบมี pull request conflict นะครับ conflict บ่อยมาก บ่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเพราะ ว่าพอทุกคนใช้ AI แล้วเนี่ย merge conflict ยับนะครับ ทุกเช้าเปิดมาก็คือ ต้องมาแก้ merge conflict ก่อน แล้วก็เลยบอกว่าโอเค Claude แก้ให้หน่อยถ้าเจอนะครับ ถ้าไม่เจอก็ แค่ rebase ก็พอ
>>> ถัดมาก็คือ ให้สแกนว่ามี issue ไหนบน Sentry Sentry ก็คือเหมือนเป็น error reporting นะครับเวลาแบบ คนเข้าเว็บเข้าอะไรแล้วเกิด error มันก็จะ แล้วมันก็จะ save เป็น error code ไว้แล้วก็ ไป publish บน Sentry นะครับ แล้วก็บอกว่าอ๋อเมื่อกี้เราไป connect มี connector กับ Sentry แล้วเราก็บอกว่า ไปสแกน Sentry มาเอามาสัก ปัญหาหนึ่งแล้วก็แก้ให้หน่อยนะครับ ถ้าเกิดเราบอกให้มันแก้ทีละปัญหานี่มันมักจะทำได้ >>> หรือว่านอกจากที่เป็นเรื่องของเวลามันก็จะมี มีเรื่อง trigger ที่เป็น event ด้วย อย่างเช่น GitHub event นะครับ อย่างอันนี้ที่ผมใช้อยู่ก็คือ พอ pull request merge ปุ๊บ เราก็ทำสรุปว่า PR นั้น change อะไรบ้างแต่ว่าให้สรุปเป็น คำที่เป็น non technical ก็คือคน ทั่วไปอ่านรู้เรื่องแล้วก็โพสต์ลง Slack ให้ทีมอื่นที่ไม่ใช่ technical ดู
>>> แล้วก็อีกอันหนึ่งอันนี้ ก็คือบางคนอาจจะมี agent skill
ที่ติดตั้งไว้ในโปรเจกต์นั้น ๆ อยู่ในอาจจะเป็น .claude/skill หรือว่า .agent/skill แล้วก็บอกว่า โอเคทุกอาทิตย์เนี่ยถ้าใครอัปเดตสกิล ที่อยู่บน skills.sh อะครับก็
ให้รัน npx skill update ก็คือมันก็จะอัปเดตสกิลใหม่ ๆ อัปเดตสกิลให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่เขาแก้ไขมานะครับ แล้วก็ยังนอกจากนี้เรื่องเวลา เรื่องของตัว trigger เนี่ยก็จะสามารถใช้ custom webhook ได้เหมือนกันก็คือเรา เราเซตให้มันรับ webhook แล้วมันก็จะมี webhook URL ครับเราก็โพสต์เข้าไปได้เลย ยิงโพสต์เข้าไปได้แล้วมันก็จะทำงานให้
ระบบอัตโนมัติดักจับ CI Fail และแก้ Flaky Test ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน16:05
>>> อันนี้คือ เป็นตัวอย่างของ Routine นะ ครับ อันนี้ของ Eventpop ก็คือ ถ้า ทุกเช้าเจ็ดโมง เจ็ดโมงตื่นกันหรือยังครับ ยัง ผมยังไม่ตื่นนะครับ แล้วเจ็ดโมงมีคนมาทำงานแทนผมแล้ว ก็คือ เปิด PR ขึ้นมาแล้วดูว่าอันไหน CI fail หรือว่ามี merge conflict ปกติก็คือถ้าเกิดเรื่องนี้ขึ้น ตัว PR เราก็จะมีตัวกากบาทสีแดง ๆ เราก็ต้องคลิกไปดูว่าอันไหนพังใช่ไหมครับ อันนี้เราก็ให้ Claude ไปอ่านแล้วก็ ถ้าแก้ได้ก็แก้เลย ซึ่งส่วนใหญ่มันแก้ได้ แล้วก็ให้มันแก้ แล้วก็ ดูด้วยว่า CI ที่มันพังเนี่ย มัน มันพังจริง ๆ หรือมันแค่ flaky นะครับ flaky ก็คือรันแล้ว ผ่านบ้างไม่ผ่านบ้าง เขาบอกว่า อ๋อ ถ้า flaky ก็ กด Retry ให้หน่อย มันก็จะ Retry ให้นะครับ แล้วก็ merge main branch เข้ามา ถ้าเกิด ว่า PR นั้นเริ่ม outdated แล้ว ก็คือทุกอย่างทำจบใน
Routine เดียวนะครับ และอันนี้ ก็รันทุกวัน แล้วก็สังเกตดูก็คือเนี่ย รันทุกวันตอนเจ็ดโมง บางอันก็เจ็ดโมง ครึ่งเสร็จ เจ็ดโมงเก้านาทีเสร็จ อะไรประมาณนี้
>>> และนี่ก็คือผลของ ผลของ Routine ครับ ถ้าดูทางซ้ายผมเบลอไปหมดเลย แต่มันจะมี Routine อยู่ประมาณ 10 อันนะครับ แล้วมันก็ออกมาเป็น นี่แหละครับ Fix Sentry Bump Dependency ต่าง ๆ แล้วก็ พวกนี้ก็คือ เป็นระยะเวลาที่
>>> เป็นอาทิตย์ที่ผมลาทั้งอาทิตย์พอดี แต่ว่ามันยังมี pull request ขึ้นมา ของผมอยู่นะครับ อันนี้ก็ตลกดีเหมือนกัน ทำงานกันแบบนี้แล้ว
สรุปข้อดี: ทำงานได้ทุกอุปกรณ์ ปลอดภัยด้วย Sandboxed VM ชั่วคราว17:53
>>> โดยสรุปนะครับ เหลือเวลาอีก 10 นาที อ๋อ โอเค ก็ Claude Cloud นะครับ ข้อดีของมันที่ผมใช้มาสักพักแล้วนะครับ ก็คือ ทำงานที่ไหนก็ได้ แล้วก็ device ไหนก็ได้ที่มี browser หรือว่ามี app >>> แล้วก็การ setup เนี่ย สังเกตว่าไม่ได้ใช้ custom app เลย ก็คือมีแค่ มีแค่ Claude Desktop หรือว่า Claude Mobile หรือว่าไม่มีก็ได้นะครับ ใช้บน browser
>>> อ๋อ อันนี้ก็คือเรื่องของ รูปภาพเนี่ยที่เวลาเราแคปแล้วเราอยากจะใช้อ่ะ เพราะว่ามันเป็นแอป มันก็เลย paste รูปลงไปได้เลย อันนี้สะดวกมากนะครับ ไม่ต้อง set up อะไรเพิ่มเยอะ
>>> ข้อดีอีกอย่างก็คือ connector เนี่ยมันทำงาน ข้ามเครื่องอยู่แล้ว ก็คือเรา authenticate ทีเดียว แล้วเราก็สามารถใช้ ที่ไหนก็ได้ เพราะว่ามัน เหมือนมัน lock ตัว ตัว session เอาไว้แล้วนะครับ อย่างเช่น Jira ก็คือผมต่อไปทีเดียว แล้วเราจะเอาไปใช้บนไหนก็ได้
>>> อีกข้อครับ Anthropic cloud ฟรีครับ ที่ผมบอกไปเมื่อกี้เนี่ย นอกจากเรื่องของการ prompt ลงไป ที่เราเสียค่า token มันให้เราใช้ฟรีหมดเลย ก็ขอให้มันฟรีต่อไปนะครับ
>>> แล้วก็ จากที่เล่ามาเนี่ย คนอาจจะสงสัยว่า เอ่อ แล้วความปลอดภัยอยู่ที่ไหนนะครับ
ตัว cloud เนี่ย ด้านหลังของมันก็คือมัน spin up เครื่องนึงขึ้นมา แบบ ephemeral ก็คือ ก็คือเป็นแค่เครื่องชั่วคราว เสร็จแล้วมันก็ทำการ clone repo ที่เรา set up ไป เพราะฉะนั้นเนี่ยมันก็จะเป็นเครื่อง เปล่า ๆ กับโค้ดของเราแค่หนึ่ง repo เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่า เอ๊ย เรา จะกลัวว่ามันจะไปดึง env จาก โปรเจกต์อื่นไหม หรือว่าไปดึง setup อะไรอย่างอื่นมาเนี่ย มันก็จะไม่มี เพราะว่ามันไม่มีโค้ดเราอยู่บนนั้น ไม่มีพวก ไฟล์อื่น ๆ นอกจากโค้ดของเรา บนนั้นนะครับ แล้วก็ถ้าเกิดเราทำหลาย ๆ โปรเจกต์เนี่ย หรือว่าเราแค่เปิด session ใหม่ มันก็จะเป็นโค้ดชุดใหม่ตลอด เพราะฉะนั้น เราถือ เราจะถือว่ามันเป็น เป็น sandbox ไปเลยในตัวนะ อย่างที่แบบว่า เฮ้ย เราเคยสั่ง เคยสั่ง AI แล้ว AI มันลบ home directory ทิ้ง อันนี้ก็จะไม่ เกิดขึ้น เพราะว่าถ้ามันลบมันก็ เป็นไฟล์ของมันเอง แล้วถ้าเกิดเราเปิด session ใหม่ ขึ้นมามันก็จะเป็นไฟล์ชุดใหม่ตลอด อยู่แล้ว
>>> แล้วก็ พอมันเป็น cloud เขาก็ไม่ใช่ของเรา RAM ก็ ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน run บนนั้นได้หมด นะครับ เพราะฉะนั้นเราสามารถ run ใน run parallel กี่อันก็ได้ ตราบที่ limit เรายังไม่เต็ม แต่พอเรา run เยอะ ๆ เนี่ย ปัญหามัน จะไม่ได้อยู่ที่นั่นครับ ปัญหามันจะอยู่ที่ว่า เราจะรีวิวมันทันไหม แล้วตอนนี้ก็ไม่ทัน
ข้อจำกัดที่ควรรู้: รองรับแค่ GitHub และความเสี่ยงเปลือง Token ใน repo ซับซ้อน20:54
>>> จากข้อดีไปแล้วนะครับ อันนี้มาข้อที่ไม่ค่อยดีบ้าง จากที่ผมลองใช้มา อย่างแรกเลยครับ เอ่อ ขอเสียใจกับคนที่ไม่ได้ใช้ GitHub ด้วยครับ ใช้ GitLab หมดสิทธิ์ ตอนนี้มันได้แค่ GitHub เจ้าอื่นนี่หมดเลย
แล้วก็ การเซตอัพ repo ครับ ถ้าเกิดว่ามันเป็น repo ที่เป็น codebase ที่มันไม่ได้ซับซ้อนมาก เราสามารถให้มันเซตอัพตัวเอง ได้เลย มันก็แค่แบบอาจจะรัน npm install หรือว่า หรือว่า
>>> หรือว่าอะไร uv อะไรสัก อย่างหนึ่งที่เซตอัพ Python นะครับ pip install แล้วก็รันได้เลย แต่ถ้าเกิด repo มันเป็น repo ใหญ่ ๆ หรือว่า มีการเซตอัพที่มันซับซ้อนกว่าเนี่ย มันก็จะยากขึ้น ก็คือเรามองว่าถ้าเกิด ถ้าเกิดว่าเราโคลนโค้ดลงมาบนคอมเราเลย แล้วเรา เราเซตอัพมันได้ยาก บน cloud ก็จะยากเหมือนกันนะ แล้วถ้าเกิดว่าเราเอา repo ใหญ่ ๆ ยาก ๆ ให้ cloud ที่มันไม่รู้อะไรทำ มันจะมีโอกาสเกิดได้สองอย่าง อย่างแรกก็คือโปรเจกต์รันไม่ได้ แล้ว agent ก็บอกว่าโอเครันไม่ได้ งั้นไม่รันเราแก้โค้ดแล้วเราก็ แล้วเราก็ push เลยคุ้น ๆ ไหมครับ มันก็จะพังไงครับ
>>> ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือ เอ้ยโปรเจกต์รันไม่ได้งั้นเราพยายามทำให้มันรันได้ดีกว่า แล้วมันก็จะเผา token แล้วครับในการรัน แล้วมันก็จะเป็นทุกครั้งด้วยเพราะว่า เพราะว่าพอเปิด session ใหม่ มันก็จะพยายามทำเหมือนเดิม แล้วเราก็จะเปลือง token นะครับ Anthropic น่าจะเอาเงินเราจากตรงนี้แหละ
>>> และอีกอย่างนะครับก็คือพอ พอเป็น Claude Cloud เนี้ย skill ต่าง ๆ ที่เรา set ไว้ใน local นะครับ มันจะไม่ขึ้นไปด้วย เพราะว่ามัน สิ่งที่มันมีก็คือแค่ repo ของเราเท่านั้นเพราะฉะนั้นเนี้ย skill ที่จะใช้ได้ มันจะต้องถูก commit ไปใน repo นั้นอยู่แล้วนะครับ แล้วก็ MCP หรือว่า plugin ต่าง ๆ เนี่ยถ้าไม่ได้เป็น
>>> ที่ Claude ให้มาอยู่แล้วก็จะใช้ไม่ได้
>>> แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือมันจะช้ากว่า ในบางกรณีอย่างเช่นแบบ มีการพอเรา prompt ไปปุ๊บอ่ะครับ มันจะไม่เหมือนกับบน local ที่ มันสามารถเริ่มทำงานได้เลยแต่ว่าถ้าเป็น cloud เนี่ยมันจะมี cold start ก็คือมี ดีเลย์นิดนึงตอนที่มันกำลัง spin up server ให้เราอยู่ แล้วก็ถ้าเกิดว่าเราหยุด prompt ไปสักพักนึง แล้วเราพิมพ์กลับไปใหม่ มันจะใช้เวลาในการ resume นะครับ ก็ไม่นานมากประมาณแบบ สิบ ยี่สิบ วิครับ ถึงจะเริ่มทำงานได้ แต่ก็ช้ากว่าบน local
>>> อีกข้อนึงก็คือ
>>> พอมันเป็น Claude Cloud แล้วเนี่ย ตัวนี้มันไม่ได้เปิดให้เรา shell เข้าไป เพราะฉะนั้นเวลาถ้าเกิดมันเกิด bug หรืออะไรที่เราอยาก debug ที่ปกติ เราก็จะไปดู log บ้าง ไปดู ตัว process บ้างใน shell อะครับ ก็ทำไม่ได้ ดูได้แต่โค้ด เพราะฉะนั้นการ debug ระหว่าง session ก็จะยาก เราต้อง prompt อย่างเดียว
>>> โอเค ใกล้จบแล้ว
เทคนิคการ inject สกิลและการเขียน Setup Script รันโปรเจกต์แบบไม่เสีย Token24:18
>>> อันนี้ก็มีทิปเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ อย่างเมื่อกี้ที่ผมบอกว่าใช้สกิลไม่ได้
>>> รวมถึง CLAUDE.md ด้วยนะครับ ก็ ผมก็ไปทำ repo หนึ่งมาว่า เออ ถ้าเกิดเราจะ เราอยากใช้สกิลของเราเอง หรือว่าสกิลที่เราดาวน์โหลด ไว้แต่ว่าอยู่บน local แล้วเราอยาก inject เข้าไปใน session นั้น โดยที่ใน repo นั้นไม่ได้มี สกิลอยู่แล้ว ก็คือเรา inject สกิลเข้าไป ก็ทำ ทำ script ขึ้นมาง่าย ๆ ครับ ก็ ไม่มีอะไรครับ ข้างในก็คือเป็น เป็นสกิล กับ CLAUDE.md แล้วเราก็มี script อันหนึ่งที่
พอเรารันไปใน setup script อะครับ มันก็จะ copy สกิล แล้วก็ CLAUDE.md ไปใส่ไว้ในโปรเจกต์นั้นให้ โดยที่ ไม่ได้ commit ขึ้นไป เพราะว่า เพราะว่ามันจะอยู่แยกโฟลเดอร์กันใน ใน Claude Cloud นะครับ ก็จะใช้สกิลพี่แมทได้แล้ว โดยที่ใน repo นั้นไม่ต้องเซ็ตอะไรเลย
>>> อีกอย่างนึง อย่างสุดท้าย เอ่อ ก็คือ ในกรณีที่โปรเจกต์มันซับซ้อนมากขึ้นนะครับ หรือว่ามีอะไรที่ต้องเซตอัพเยอะ อ่ะ ผมจะใช้ทริคแบบนี้ครับ ก็คือ ให้เรามองว่า Claude Cloud คือคอมเครื่องใหม่ เครื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็เป็นเครื่องใหม่จริง ๆ แหละ ที่ลงแค่พวก เอ่อ ลงแค่ dependencies
เอ้ย ลงแค่ ลงแค่ตัว runtime นะครับ เราก็บอกว่า เราก็ prompt มันเลยครับว่า ให้เซตอัพโปรเจกต์ให้มันใช้ได้ ให้หน่อยสิ แล้วพอเซตอัพเสร็จ ก็บอกว่าเซตอัพยังไง
เพื่อที่ว่าเราจะได้ เอาตัว script นั้นน่ะไปรัน
ไปรันใหม่ได้นะครับ แล้วเราก็เอา เอา script นั้นไปไว้ใน setup step ก็คือ ก็คือในกล่องตรงนี้ตอนที่เราสร้าง environment ขึ้นมา จริง ๆ แล้วเราสามารถ edit environment แล้วก็ เอา setup script นี้ไป ไปใส่ได้นะครับ
>>> โอเค เออก็น่าจะหมดเท่านี้นะครับ ก็ถ้าเกิดใครอยากลองก็เปิด Claude on the web หรือว่า หรือว่า Claude app แล้วก็ ไปลองสร้าง environment แล้วก็ลองเล่นได้เลยครับ
>>> จบแล้วครับ อันนี้เป็นสไลด์ >>> ครับ
Q&A: การต่อ Private Repo และการรัน Test บน Cloud Environment26:55
โอเคครับ ถามครับคำถาม
>>> มีคำถามไหมเอ่ย
>>> มีใคร
>>> private ได้ครับ ก็คือตอนที่เรา ตอนที่เรา connect เข้าไปอ่ะ มันจะให้เราติดตั้ง GitHub app Claude app ในที่เป็น GitHub integration นะครับ ก็คืออันนั้นเนี่ยเราก็ให้สิทธิ์เลยว่า เข้า private project ได้ไหม
>>> มีคำถามไหมครับ ยกมือได้เลย
>>> ครับ อยากรู้ครับ อย่างสมมติว่าถ้าใน repo ยกตัวอย่างง่าย ๆ เป็นแบบ Next.js อย่างเงี้ยครับ แล้วก็เวลาที่เราสั่งมันน่ะ มันจะ build Next.js อยู่ในเครื่อง บน cloud เลยหรือเปล่า แล้ว test ให้เราหรือเปล่าครับ
>>> ถ้ามันเป็น project แบบ ที่เป็น JS อะครับ ก็มันก็จะพยายาม run ให้เรา หรือว่า เหมือนเวลาเราสั่งในเครื่องแล้วมัน ก็ไปรู้มาเลยว่า เอ้ย อันนี้คือ Next. js ถ้าเรา run server แล้ว จะเปิด port 3000 ขึ้นมาอะไรประมาณเนี้ยครับ ก็ทำได้หมดเลย ถ้ามันมี
เขาเรียกว่าอะไร มี context มาก พอหรือว่าเราใส่ไว้ใน CLAUDE.md ของโปรเจกต์นั้น ๆ ก็จะช่วยมันได้
>>> ถ้าถึง build แล้วก็ deploy พวกนี้ จากประสบการณ์ ไม่ค่อยรอด ต้องเข้าใจว่าไอ้บน cloud มันจะเป็น คอมเครื่องใหม่ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น มัน ส่วนใหญ่ถ้า Next.js เนี่ย ผมคิดว่า project ก็ไม่น่าจะ เป็น project เล็ก อ่า เพราะฉะนั้นมันจะมีเหมือนกับขั้นตอนเยอะ แล้วก็ส่วนใหญ่มันจะแบบ ผมมองว่าไม่ค่อยคุ้ม ลองได้ แต่ว่าไม่ค่อยคุ้ม ใช่ >>> ผมมีเทคนิคหนึ่งอยู่ก็คือ บอก ให้มันตอน setup อะครับ บอกว่า >>> เฮ้ย ทำให้ server run ได้หน่อย แล้วก็ สามารถ run Playwright ได้ด้วย เสร็จแล้วถ่ายรูปมาเป็นหลักฐานให้เราดู ว่ามันทำได้
>>> แล้วเราก็ค่อย update CLAUDE.md หรือว่า update setup script ให้มันทำได้ใน one shot อีกอย่างหนึ่งก็คือตอนที่ ตอนที่เราใช้เจ้าตัว setup script เนี่ยครับ ตอนที่มันรันอันนี้ เราไม่เสียค่า token เลย ก็คือมันจะรันอันนี้ก่อนที่จะเริ่ม session Claude Code ขึ้นมา
>>> อย่าง Eventpop run script นี้ประมาณ 10 นาที มันก็จะได้ real server ที่ seed development database อะไรครบเลย แล้วมันก็จะเริ่มแบบ แก้ไขโค้ดอะไร มันก็จะรู้ตัวเองว่า เอ้ย มัน สามารถรัน server ได้ มันก็จะรัน รัน server ได้แล้วก็รัน test ได้ เพราะฉะนั้นเนี่ย ตัวโค้ดที่ออกมา มันก็จะน่าเชื่อถือมาก เหมือนกับว่าเราทำบนเครื่องแล้วเรา >>> ทำ test ไปด้วยครับ
>>> พอดีพูดถึง Playwright นิดนึงครับ เคยลอง Playwright อ่า Playwright คือเราเปิด browser มา test ใช่เปล่าครับ Playwright ไปเปิด Claude Code ที่บนเว็บ แล้วให้มัน code เคยลองไหม
>>> อ๋อ หมายถึงเอา Playwright ไปคุม >>> ใช่ ไปคุม Claude Code อีกที >>> ใช่ >>> เป็นเหมือน Inception Inception ใช่ครับ ยังไม่เคยลอง นะครับ มี use case ดี ๆ ไหมครับ >>> ลอง ลอง >>> แนะนำให้ไปลอง สนุกครับ ฮะฮะ
โอเค แต่ว่าสำหรับ cloud นะครับ จริง ๆ อย่าง ตัวอย่างเมื่อกี้ ถ้าทำได้ ผมว่าดีมาก เพราะว่า พอมันอยู่บน cloud คือทำงาน เป็นทีมอ่ะ มันจะ work เพราะว่า พอถ้าทำแล้วมัน work อ่ะ สุดท้ายทุกคนในทีม มันจะ productivity มันจะสูงขึ้น แต่ว่าถ้าทำส่วนตัว
อันนี้ต้องลอง weigh ดูว่า run ของเราเองหรือว่าไป run บน cloud มันจะดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับ context แต่ว่าถ้าทำแล้ว มัน work เนี่ย ก็คือดีมากสำหรับทีม เพราะอันนี้แนะนำ ถ้า อ่า ลองคุยกับพี่หนุ่ม แยกอีกทีก็ได้ เพราะว่า Eventpop น่าจะเอาเรื่องอยู่ ใช่ไหม >>> ใช่ครับ >>> มาคุยหลังไมค์ได้ มีจริง แล้วมีอีกหลายเทคนิคเลย
Q&A และช่วงท้าย: ไอเดียการประยุกต์ใช้ Routine ช่วยสรุปงานและดูแลระบบ31:17
>>> โอเคครับ มีคำถามเพิ่มเติมอีกไหมครับ
>>> เพราะว่าเรายังพอมีเวลาอีกนิดหนึ่ง
>>> มีใครมีคำถามแบบ Routine ไหม ครับ แบบเมื่อกี้เห็นยกมือไม่เยอะมาก
>>> จริง ๆ แนะนำนะครับ Routine ก็เป็นอันหนึ่งที่ อยากให้ทุกคนไปลอง จริง ลองแบบ ง่าย ๆ เลยก็ได้นะ อย่างเช่นแบบ >>> ทุกเช้าหรือทุกเย็นช่วย summarize งานให้หน่อยอะไรอย่างเงี้ย prioritize ให้หน่อยว่าตอนนี้มีงานอะไรบ้างบน GitHub GitLab Git นู่น Git นี่อะไรอย่างเงี้ยครับ จาก Slack หรือว่าจาก LINE ก็ยังได้เลยครับ ต้องลองดู เพราะว่าผมว่ามันช่วยได้เยอะนะ ลอง >>> ครับ พอดี
พอดีอาจจะเอา Routine ที่ใช้อยู่นะครับ ผมจะใช้ Clear space เคลียร์ space ทุกเช้าเลยครับ พวก log พวก cache พวกอะไรที่ run อยู่อะครับ เวลาทุกเช้า run ปุ๊บเนี่ยเราก็ ได้คลีน ๆ ทำงานได้ดีขึ้นครับ อันนี้จะดีมาก ๆ เลยครับ แล้วก็ routine อีกอันหนึ่งที่ work ก็คือ รีสตาร์ท รีสตาร์ทก็เดือนละครั้ง หรือรีสตาร์ทมันบ้าง ประมาณนี้ครับ
>>> โอเคครับ ก็ ถ้างั้น เรียบร้อยครับ สำหรับ session พี่ หนุ่ม เดี๋ยวขอเสียงปรบมือหน่อยครับ