🎞️ Videos → Leveraging iOS Ecosystem For Agentic Coding
| Event | Claude Code Sharing #3 |
| Speaker |
Description
พบกับคุณจุ้น ศิริวัชร์ UI Engineer จาก MUI ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์สำหรับผู้ที่ใช้งาน Claude Code และพบปัญหาข้อจำกัดในการต้องเปิดเครื่องแล็ปท็อปทิ้งไว้ตลอดเวลา คุณจุ้นจะพาไปดูวิธีการประยุกต์ใช้ iPad หรือ iPhone ให้เป็นเพียงหน้าจอเชื่อมต่อไปยัง MacBook ที่ตั้งเปิดไว้ที่บ้าน โดยใช้เครื่องมืออย่าง Blink Shell, Tailscale และ Mosh พร้อมนำเสนอการแก้ปัญหา workflow เมื่อต้องใช้งานบนอุปกรณ์พกพา เช่น การเขียน `hook` เพื่อให้ agent ส่งรูปภาพและลิงก์ผลลัพธ์ผ่าน iMessage รวมถึงเทคนิคการส่งภาพหน้าจอเพื่อเป็น feedback กลับไป การประยุกต์ใช้ ecosystem ของ iOS ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรัน session ได้อย่างต่อเนื่องจากสถานที่ต่างๆ
Chapters
- ที่มาและเป้าหมาย: ต้องการรัน Agent ทิ้งไว้และเข้าถึงได้ทุกที่0:00
- ไอเดียแรก: ใช้ Mac Mini รันคู่กับ MacBook (ข้อเสียคือการซิงค์ข้อมูลยุ่งยาก)2:09
- ทางออกที่ลงตัว: ใช้ iPad เป็นเพียง Interface สั่งรันงานบน Mac ที่บ้าน3:06
- เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการตั้งค่า: Blink Shell, Tailscale และ Mosh4:33
- สาธิตการเชื่อมต่อ: สั่งงาน Mac ผ่านแอป Blink บน iPad5:41
- จัดการหลายโปรเจกต์พร้อมกัน: ใช้ Agent View รัน Session ไว้เป็น Background8:02
- สลับอุปกรณ์ไร้รอยต่อ: ใช้งาน Session ต่อเนื่องบน iPhone ผ่าน Claude App9:56
- สรุปข้อดี: ตัดปัญหาเน็ต/แบตเตอรี่ พับจอ Mac แล้วหยิบ iPad ไปทำอย่างอื่นต่อได้เลย11:10
- ข้อจำกัดเมื่อทำงานบน iPad: ปัญหาเรื่องการแสดงผลภาพ Preview และส่ง Feedback12:42
- วิธีแก้ปัญหา iPad ดูรูปไม่ได้: เขียน Hook สั่งให้ส่งรูปและไฟล์เข้า iMessage ส่วนตัว13:38
- วิธีส่งภาพ Feedback ให้ Agent: เซฟรูปลงโฟลเดอร์ Blink แล้วใช้ Custom Skill เข้าไปอ่าน16:17
- วิธีแก้ปัญหากดลิงก์จาก Terminal ไม่ได้: เขียน Hook จับ URL แล้วส่งเข้า iMessage19:09
- ใช้เครื่องมือที่มีอยู่: ประยุกต์ใช้แอปพื้นฐานใน iOS เสริม Workflow (Files, Reminders)20:43
- คำแนะนำการเลือกซื้อ iPad และแจก QR Code คู่มือวิธีการ Setup21:31
- สาธิตส่งท้าย: การใช้ iPhone รีโมทเข้า Terminal ของ Mac ที่เปิดทำงานอยู่ 24 ชม.22:16
Transcript
คำบรรยายต่อไปนี้อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด หากคุณพบข้อผิดพลาดใดๆ คุณสามารถคลิกเมาส์ขวาบนข้อความเพื่อรายงานได้ทันที หรือแก้ไขบน GitHub
ที่มาและเป้าหมาย: ต้องการรัน Agent ทิ้งไว้และเข้าถึงได้ทุกที่0:00
โอเคครับ ก็สวัสดีครับทุกคน ครับ ผมก็จะมาพูดเกี่ยวกับ Leveraging iOS Ecosystem for Agentic Coding นะ ก็เชื่อว่าทุกคน ไม่ใช่ทุกคนสิ ก็หลาย ๆ คนอาจจะใช้ตัว MacBook อยู่นะครับ ก็เดี๋ยววันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า ทำไมผมถึงค่อย ๆ ขยับไปใช้หลาย ๆ Device มากขึ้นนะครับ แล้วก็มันมีวิธีไหนบ้างนะครับ ที่เราจะ สามารถที่จะรันได้หลายๆ device ครับ คือ Session ผมเนี่ยจะเป็น Basic พออีกสองเซสชั่นเนี่ยจะเริ่มก็จะเป็น เหมือน Advance ขึ้นนะครับ ผมว่า เราจะปูพื้นฐานก่อนสำหรับ ของผมนะครับ ก็ผมชื่อ ศิริวัชร์ นะครับ ชื่อจุ้นนะครับ ก็ตอนนี้เป็น UI Engineer อยู่ที่ MUI นะครับ ก็ ทำพวก UI Library นะครับ ถ้าเกิด ใครเคยได้ยินในฝั่ง React นะครับ
จริง ๆ ผมก็เริ่มเหมือนทุกคนเลย นะ เริ่มจาก Laptop ก่อน แล้วก็ Run Claude Code นะครับ ทีนี้ มันก็จะ Meme ทุกคนน่าจะ น่าจะเคยเห็นอันนี้เนอะ ที่ช่วง แรกๆ เนี่ย เอ้ย เรา ปิดคอมไม่ได้นะ เพราะว่าเราเริ่มที่ จะรัน Session ที่มันนานขึ้นนะครับ ทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น แล้วก็ เริ่มจะรันหลาย Session นะครับ เวลาจะไปไหนเราก็ต้องแบก คอมไปนู่นนี่นั่นใช่ไหมครับ อินเทอร์เน็ตก็ต้องเสถียรนะครับ เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นมีมว่า เฮ้ย เราไม่อยากที่จะปิดคอม
ก็เลยเป็นที่มาของ สิ่งที่ผมอยากให้มันเป็นก็คือ Always Running นะครับ แล้วก็ Always Accessible ด้วย เพราะว่า มันก็จะมีหลายครั้งที่ เรารันอยู่แล้วเราอาจจะต้องออกไปทำ อย่างอื่น อย่างเช่น อาจจะไปประชุม หรือไปนู่นไปนี่อะไรอย่างนี้ ครับ สำหรับผมจริงๆ ผมอาจจะต้อง ไปต่างประเทศบ้างนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้มี ก็ไม่ได้อยากจะพกคอมติดตัวไปตลอดเวลา เพราะว่าถ้าพกไปปุ๊บ ไอ้เอเจนต์มันก็ไม่ทำงานแล้ว แน่นอนมันมีวิธีที่ทำให้มันไม่ Sleep ถึงแม้ว่าเราจะปิดจอแต่ว่า ก็จะมีปัญหาอื่นๆ ตามมา พวกแบบ แบตเตอรี่บ้าง อินเทอร์เน็ต บ้าง นู่นนี่นั่น เพราะฉะนั้น
ไอเดียแรก: ใช้ Mac Mini รันคู่กับ MacBook (ข้อเสียคือการซิงค์ข้อมูลยุ่งยาก)2:09
ผมเลยคิดว่า ดีสุดถ้าเกิดว่าเรามีเครื่อง ที่มันอยู่ที่บ้านไปเลย ก็เลยเป็นไอเดียแรกนะครับที่ผมคิดไว้ก็คือ
ใช้เงินแก้ปัญหาไปเลย ซื้ออีกเครื่องหนึ่งนะครับ ซื้อ Mac Mini มา เพราะว่าผมไปเห็นในอินเทอร์เน็ตว่า มันสามารถที่จะใช้ Mac Mini คู่กับ MacBook ของเราได้นะครับ แต่ว่าวิธีการของมันก็คือ เราจะมี Claude Code รันอยู่ 2 ที่ แล้วก็ ไอเดียนี้ก็คือเราจะซิงค์ Data เอา แต่ว่า ผมก็ยังรู้สึกแปลก ๆ กับวิธีนี้อยู่เพราะว่าถึงแม้ว่า เราจะมีอะไรที่มันรันได้ 24 ชั่วโมงใช่ไหมครับ แต่ว่า Claude Code นี่มันแยกกัน แล้วก็
การซิงค์ข้อมูลเนี่ย ผมกลัวว่ามันจะ เป็นปัญหาสำหรับผมที่ต้องมานั่งจัดการ เพราะฉะนั้น ไอเดียนี้ก็เลย ยังไม่ค่อยอยากจะลองเท่าไหร่จน
ทางออกที่ลงตัว: ใช้ iPad เป็นเพียง Interface สั่งรันงานบน Mac ที่บ้าน3:06
Meetup ครั้งที่แล้ว Claude Code ครั้งที่แล้วนะครับ ได้เห็นพี่ไทเขาใช้ iPad แล้วก็รัน Claude Code ซึ่งตอนแรกผมก็ เฮ้ย รันยังไงวะ มันรันได้ด้วยเหรอวะ แล้วก็คิดไปคิดมาว่า เฮ้ย ถ้ามัน เป็น iPad ถ้ามันรันได้จริง ๆ เนี่ย มันก็จะตอบโจทย์ผมมากเลย เวลาที่ แบบเฮ้ยเราต้องออกไปข้างนอกนะครับ เพราะว่า iPad เนี่ย ข้อดี ก็คือมันเปิดง่ายใช่ไหม แล้วมันสามารถที่จะ Annotate Short Note อะไรพวกนี้ได้ ซึ่งเป็นปัญหานึงที่ผมรู้สึกกับ MacBook เหมือนกันที่ ที่มันทำไม่ได้เวลาที่เราต้องการที่จะ Explore Idea อะไรต่าง ๆ นะครับ
ผมก็เลยทักไปถามพี่เขาว่า พี่ทำไง จนสุดท้ายสรุป iPad เนี่ยมันเป็นแค่เหมือนหน้ากาก เป็น Interface เฉย ๆ นะครับ แล้ว เราเนี่ยที่ Input ลงไปใน iPad เนี่ย คือมันวิ่งไปที่ MacBook เรา แล้ว Claude Code ก็คือยังรันอยู่บน MacBook แค่นี้เลยนะครับ ซึ่งผมก็เลยรู้สึกว่าวิธีนี้มันตอบโจทย์ เพราะว่าเราต้องการเครื่องแค่ เครื่องเดียวที่มันเป็นเหมือนกับ Server ของเราใช่ไหม แล้วก็ข้อมูลอะไรต่างๆ อยู่ในเครื่องเดียว บน iPad ผมไม่ได้ เวลาพกไปข้างนอกไม่ได้อยากที่จะมี Data Save ไว้ในนั้นอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว เราก็ยังมีแค่เครื่องเดียวที่ เป็น Mac ที่บ้านที่รันอยู่ แล้วเวลาเรากลับบ้านไป เราก็แค่ ไปทำต่อใน ใน MacBook เราได้เลยนะครับ
เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการตั้งค่า: Blink Shell, Tailscale และ Mosh4:33
ผมก็เลยเอาวะ ใช้เงิน แก้ปัญหา ซื้อมาเครื่องนึง แล้วก็
ลง Tool ต่าง ๆ พวกนี้นะครับ ก็อันนี้ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้ เรารันได้นะครับ อย่างแรกก็จะเป็น แอปชื่อว่า Blink Shell นะครับ แล้วก็อัน ที่สองก็ Tailscale นะครับ แล้วก็มี Mosh อันสุดท้ายเป็น tmux ซึ่ง ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น เดี๋ยวจะ อธิบายอีกทีนึงว่าทำไมไม่จำเป็น จริง ๆ 3 อันแรกก็อยู่แล้ว Blink Shell, Tailscale, Mosh นะครับ ตัว Blink Shell เนี่ย Install เป็น iOS App ใน iPad หรือ ใน iPhone ก็ได้ แต่ว่าเสียเงิน จำไม่ได้ว่ากี่บาท กดไปไม่ได้ดูเหมือนกัน แต่ต้องใช้ก็เลยต้องซื้อนะครับ แล้วก็ Tailscale นะครับ Tailscale อันนี้ฟรีนะครับ อันนี้ต้องลงทั้งใน iOS ก็คือ iPad หรือ iPhone แล้วก็ลงใน Mac นะครับ อีกทีหนึ่ง แล้วก็ Mosh อันนี้ก็ไม่ได้เสียเงินนะครับ Mosh ก็ลงผ่าน Mac ได้เลย เดี๋ยวตอนสุดท้ายเดี๋ยวมี
เป็น QR Code ให้ไปสแกนถ้ามีใคร สนใจนะครับ มี Step ในการลงอยู่ โอเคครับ แล้วก็
สาธิตการเชื่อมต่อ: สั่งงาน Mac ผ่านแอป Blink บน iPad5:41
อันนี้คือคร่าว ๆ นะครับว่า เวลาที่เราจะรันบน iPad จะเป็นยังไง ก็คือ จากซ้ายสุดเนี่ยคือเราถือ iPad ใช่ไหมครับ เราเปิด Blink ขึ้นมา แล้วเราก็ รัน Command นึง เพื่อให้มัน เชื่อมเข้ามาที่ MacBook เราได้
ก็ เป็น Blink แล้วก็ Tailscale กับ Mosh เพื่อเชื่อมเข้ามาที่ MacBook เรา แล้วเราก็แค่พิมพ์ Command เหมือนเราอยู่บน Mac เลย ซึ่งผมรู้สึกว่ามัน Amazing มาก ถ้าเกิดใครได้ลองครั้งแรกนะครับ มันจะรู้สึกแบบ เฮ้ย ใช่เหรอวะ แบบเราสามารถรันอะไรก็ได้
บนเครื่อง Mac ของเราจากที่ อื่น จากบน iPad อย่างนี้ครับ แล้วก็เรื่อง Connection อะไรพวกนี้ ผม รู้สึกเร็วมากเลยนะ ผมเทสต์มาหลายเดือนแล้ว ไม่ว่าจะใช้เน็ตมือถือหรือ Hotspot อะไรพวกนี้ คือมันค่อนข้าง เวิร์คเลยอะ แบบไม่ได้ติดขัดอะไรเลย มีดีเลย์นิด ๆ หน่อย ๆ แต่ ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตมากเลย โอเค อันนี้จะเป็นให้ทุกคนดูนะ ผม Screen Recording มาจาก iPad นะครับ แล้วก็เดี๋ยวจะเปิดให้ทุกคนดู
เปิดได้ไหมเอ่ย เปิดได้นะครับ แป๊บนึง
ขยายยังไงวะ อ้อ เจอแล้ว
ขยายได้ไหมพี่ ได้เนาะ ตึ๊ง
โอเคครับ เอ้อ Stop Stop Stop อันนี้ก็จะเป็น อันนี้เป็นหน้าตา iPad เลยเนอะ แล้วก็เรากดตัว
เปิดแอปชื่อ Blink ขึ้นมาใช่ไหมครับ เราจะเห็น Interface แบบนี้เลย เดี๋ยวผมจะ Enter ให้ทุกคนดู อันนี้คือ Blink มันจะ เหมือนกับ Shell อันนึง ผมกด Enter Enter Enter มาปุ๊บใช่ไหมครับ แล้วข้อดีของมันก็คือ อัน นี้ผมใช้นิ้วซูมใน iPad เราจะเห็นว่ามัน Font Size มันก็จะขยาย ซึ่งผมว่ามันโอเคนะสำหรับ Interface อย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วผมจะพิมพ์ Command ชื่อ mosh mac นะครับ เราต้อง Setup ก่อน แต่เอาเป็น ว่าสมมติเรา Setup เสร็จแล้ว เราพิมพ์ mosh mac ปุ๊บ นี่คือเราเข้ามาที่ Mac เลย อันนี้ Mac ผมอยู่ที่บ้าน เราก็จะเห็นอันนี้เลย อันนี้คือ Terminal ที่เหมือนบน Mac เลยอะ แล้วผมก็ cd เข้าไปที่โปร เจกต์ที่ผมมีอยู่ใช่ไหม
จัดการหลายโปรเจกต์พร้อมกัน: ใช้ Agent View รัน Session ไว้เป็น Background8:02
แล้วก็ด้วย Claude Code เนี่ย ข้อดีคือ มันมี Agent View อยู่แล้ว มีใครไม่รู้จัก Agent View ไหมครับ
มี โอเค Agent View มันเป็นเหมือนกับ เป็น Command ที่ทำให้เราเห็น Session ทั้งหมดที่เรารันผ่าน Claude Code ได้
ซึ่ง Agent View เนี่ยมันก็จะเหมือนกับเก็บเป็น Background ไว้ มันสามารถทำงานเป็น Background ได้ แล้วก็สังเกตว่าพอผมรัน Agent View ใช่ไหมครับ เนี่ย นี่คือ Session ที่ผมมีอยู่ พอดีต้อง ซ่อนไว้เพราะว่ามันมีงานนะครับ แต่เอาเป็นว่า Claude Code เขาทำให้หมดเลย ว่าเขาจัดการมาให้หมดแล้วว่า พวก Interface หรือ Behavior อะไรอย่างนี้ต้องเป็นยังไงนะครับ แล้วก็ข้อดีคือเราสามารถเนี่ย แค่ Claude Agent เราได้ Session ทั้งหมด แล้วเราก็ทำงานต่อได้เลย จะสร้าง Session ใหม่ จะลบ Session เก่า จะเข้าไปอัพเดท Session เดิมที่มีอยู่แล้วอะไร พวกนี้คือสามารถทำได้หมดเลยนะครับ เพราะฉะนั้น นี่คือข้อดีของ Claude Code ที่เขาทำไว้อยู่แล้ว แล้วก็อันนี้เป็นตัวอย่าง เดี๋ยวผมจะปล่อยมันรันไปเลยก็ได้ ข้างล่างสุดอาจจะไม่เห็น เดี๋ยว ผมซูมมาให้ เนี่ยผมก็จะรันคำสั่ง ไม่ใช่คำสั่ง ถามมัน พอกด Enter ปุ๊บก็คือมัน เปิด Session ใหม่ขึ้นมาเลย แต่เรานึกภาพนะว่าอันนี้คือเราอยู่บน iPad
เราอยู่บน iPad นะครับ มันก็คือเหมือนรัน Claude Code ใหม่ขึ้นมา เซสชันใหม่ขึ้นมา อันนี้ประมาณนี้ ที่สเต็ปแรกนะครับ ที่อยาก ให้ทุกคนเห็น ว่าตอนแรก ดูตรงนี้อาจจะแบบ เอ๊ะ ก็ไม่เห็นมีอะไร เลยนี่หว่า แต่ว่าจริง ๆ ผมอยากให้ทุกคน ถ้าได้ลองสัมผัสจริง ๆ มันจะรู้สึก แบบ เฮ้ย ว้าวว่ะ เพราะว่า เฮ้ย นี่มัน Unlock แบบ สิ่งที่มันติดอยู่บนโต๊ะอะ นึกออกป่ะ เออ
นะครับ โอเค ทีนี้ต่อไปก็คือ
สลับอุปกรณ์ไร้รอยต่อ: ใช้งาน Session ต่อเนื่องบน iPhone ผ่าน Claude App9:56
พอเราใช้ Claude Agent เนี่ย Agent View นะครับ ข้อดีต่อมาก็คือ เราก็เปิดมือถือต่อได้ เพราะว่าเมื่อกี้เรา Run Session จาก iPad ใช่ป่ะ มันไปโผล่บน MacBook ใช่ไหม เราก็เปิดมือถือเพราะว่า มือถือเราลง Claude App ไว้ Claude App มันก็เชื่อมกับ Session นั้นได้ แล้วก็ด้วยข้อดีของ Remote Control ที่ผมตั้งเป็น Auto ไว้เลยนะ หมายว่า ถ้าทุกคน Slash Config เนี่ย มันจะมี ส่วนที่เป็น Remote Control คือเราสามารถไปตั้ง Auto ได้เลย แปลว่าทุก Session ที่เราเพิ่มเข้าไป มันจะ Remote Control อัตโนมัติ แล้วก็จะโผล่ในพวก โผล่ใน Claude App ของเราตลอดเวลา ทำให้เราสามารถที่จะ เหมือนทำงานต่อได้ตลอด
โอเค อันนี้ก็จะเป็น วีดีโอให้ดูสั้น ๆ ว่าในมือถือผม ก็เปิด Claude App ขึ้นมาใช่ไหมครับ แล้วไปที่ Code Tab เราก็จะเห็น Session เมื่อกี้ที่มันโผล่ขึ้นมา เป็นรีโมทคอนโทรลแล้วก็ทำงานต่อได้ ก็ข้อดีของตัว Claude App เนี่ยก็คือ มันดูรูปได้นะครับ เดี๋ยวจะ ไปทีหลังอีกทีนึงว่า iPad ผมเจอปัญหาอะไรบ้าง สำหรับงานดูรูป แต่นี่คือ
สรุปข้อดี: ตัดปัญหาเน็ต/แบตเตอรี่ พับจอ Mac แล้วหยิบ iPad ไปทำอย่างอื่นต่อได้เลย11:10
ข้อดีของมันนะครับ ก็โดยสรุปนะครับ สำหรับ iPad กับ MacBook เนี่ย ผมว่า แก้ปัญหา Pain Point มาก ๆ อย่างแรก เลยคือเรื่องของการสร้าง Session ใหม่ การทำงาน Session ได้ต่อเนื่องนะครับเวลาที่ เราไม่ได้อยู่บนโต๊ะนะครับ แล้วก็เราไม่ต้องกังวลเนอะ เรื่อง Connection ไม่ต้องกังวล เรื่องอินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้ต้องกังวลขนาดนั้นนะ ครับ แล้วก็แบตเตอรี่ก็มันก็เสียบทิ้งไว้เลยนะครับ โอเค แล้วอันที่สองก็คือ เป็นอันนึงที่ผมชอบก็คือ เวลา สมมตินะครับว่าเราต้องไปประชุม เรารันอะไรไว้อยู่ใช่ไหม ถ้าเรา มีแค่ MacBook เครื่องเดียวอะ สมมติว่าเรากด Enter
หรืออะไรยังคุยกับมันไม่เสร็จเนี่ย บางทีเราก็ไม่อยากพับจอใช่ป่ะ เพราะว่ายังทำงานไม่เสร็จแต่ว่า เราอาจจะต้องรีบไปไหนต่อสักอย่าง ซึ่งพอมันมี iPad ปุ๊บอะ คือผมแค่กด Enter แล้วผมพับจอ แล้วก็ไปทำอย่างอื่นต่อได้เลย เพราะว่ามันรันอยู่บน MacBook มันไม่ได้รันบน iPad อันนี้คืออีกข้อดีนึงที่ ดูเหมือนจะเล็กน้อยนะครับ แต่ว่าถ้าใช้ทุกวันน่ะ มันช่วยได้เยอะมาก แล้วก็สุดท้ายก็คือพอเราอยู่ใน Ecosystem ไม่ว่าจะเป็น Claude Code หรือว่าเป็น iOS เนี่ย ทุกอย่างมันเชื่อมกันนะครับ เดี๋ยวจะ อธิบายให้ฟังอีกทีนึงว่าในฝั่ง iOS มันเชื่อมกับอะไรบ้างนะครับ
แต่ก็อย่างที่เห็นเมื่อกี้ตัว Session เรา เปิดผ่านมือถือได้ เราเปิดผ่าน iPad ได้ โอเค นี่คือข้อดีของมัน
ข้อจำกัดเมื่อทำงานบน iPad: ปัญหาเรื่องการแสดงผลภาพ Preview และส่ง Feedback12:42
แต่แน่นอนว่า พอเราใช้ iPad เนี่ย มันก็จะมี ปัญหาตามมานิดนึงนะครับ เรื่อง ซึ่งไม่ใช่ที่ Claude Code นะ แต่ว่า มันจะเป็นที่ Workflow ที่เราทำงาน ก็สำหรับส่วนตัวเนี่ยผม ทำงานประมาณนี้ คิดว่าอาจจะ ใกล้เคียงกับทุกคนมากๆ แหละ ก็คือเรา Prompt ใช่ไหม Agent มันเขียนโค้ดแล้วเราก็ ต้องมีการเห็น Result อะไรบางอย่างใช่ไหม ครับ แล้วก็ให้ Feedback มัน Preview แล้วก็ Iterate กับมันไป เรื่อยๆ จนกว่างานจะเสร็จนะครับ คร่าวๆ ทีนี้เวลาใช้ iPad เนี่ย อย่างที่ทุกคนเห็นตอนแรกก็คือเราเปิด Session ใหม่เราบอกมันอะไรได้ทุกอย่างใช่ป่ะ Prompt กับ Code เนี่ยมันได้แล้วไม่มีปัญหา มันจะมาติดปัญหาตอนนี้คือตอนที่เราต้อง เห็น Output แล้วก็
จะให้ Feedback มันยังไงนะครับ แล้วจะ Preview ยังไงนะครับ ที่ใช้บน iPad แล้วมัน ยังมีปัญหาตรงนี้นะครับ ก็โดยอย่างรวดเร็วก็คือ
วิธีแก้ปัญหา iPad ดูรูปไม่ได้: เขียน Hook สั่งให้ส่งรูปและไฟล์เข้า iMessage ส่วนตัว13:38
ปัญหาที่ 1 นะครับ พอเราใช้บน iPad เนี่ย เดี๋ยวเปิดให้ดูคร่าวๆ นะ พอใช้บน iPad ใช่ไหมครับ งานของผมมันจะต้องเห็น Interface ค่อนข้างเยอะนะครับ ดู UI ดูอะไรพวกนี้ Screenshot, Recording นะครับ ถ้าเรารันบน iPad เนี่ย
เราเห็นแค่ Text ใช่ป่ะ เวลาที่มันจะมีจังหวะที่
สังเกตว่ามันจะมีจังหวะที่ ตรงบรรทัดนี้นะครับ ที่ Claude มัน Send Image มาให้เรา คือพอมัน Send Image มา เนี่ย เราจะเห็นมันแค่ Text ถ้าเราใช้บน MacBook อะ มันสามารถ ดูรูปได้เลยถ้าเรากด Option Click มันก็จะเปิดรูปขึ้นมาให้นะครับ แต่พอมันมาอยู่บน iPad เราทำไม่ได้ ก็วิธีที่ผม Workaround ก็คือ ผมให้ Claude มันเขียน Hook ให้อันนึงนะครับ เป็น Hook ที่มันจะไปดัก Event ที่ชื่อว่า SendUserFile อันนี้เป็น Event ของ Claude Code เลยนะ แล้วก็พอมันไปดักปุ๊บเนี่ย ให้มันส่งรูปพวกนี้หรือ Recording ครับ เข้ามาทาง iMessage ด้วย เพราะฉะนั้นพอมันส่งเข้า มาใน iMessage ผมก็จะเห็น รูปได้ เห็นรูปพวกนี้ได้
แบบที่เราไม่ต้องทำอะไรเยอะมากนะครับ เนี่ยครับ สมมติว่า พอผมเขียน Hook เสร็จแล้วใช่ไหม ผมเปิด iMessage มาเนี่ย ผมก็จะเห็นรูปต่างๆ ซึ่งไอ้พวกนี้มันมีข้อดีตรงที่ iMessage มัน Private นะครับสำหรับ ผมเองเพราะว่ามันเป็น Account ผม ที่มันเชื่อมกัน ระหว่าง iPad, MacBook อะไรพวก นี้นะ ก็มันคือ iCloud ของเรา เพราะฉะนั้นเนี่ยมันก็ ได้ความเป็นส่วนตัวตรงนั้นมาอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเยอะเลยนะครับ แล้วก็ ผมยังไม่รู้เลยว่ามันเขียนโค้ดอะไรให้ ผมบ้าง แต่เอาเป็นว่าอันนี้คือ Vibe มา บอกมันว่าปัญหาผมเป็นอย่าง นี้ เขียนจัดการให้หน่อย
มันก็หามาให้ แล้วก็รู้สึกว่าอันนี้ตอบโจทย์ ค่อนข้างตอบโจทย์เลยนะครับ ตรงนี้ใช้บ่อยมาก ใช้ตลอดเวลา
สมมติว่าเป็นฟีเจอร์นึง เรา โอเค สมมติว่าเรามี Workflow ของเราอยู่แล้ว เราก็สั่ง สั่งนู่นสั่ง นี่ ไปอ่านไฟล์นู่นนี่นั่น สุดท้าย Verify ให้หน่อย โดยการที่ส่งเป็น อาจจะเป็น Recording อะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นผมกด Enter แล้วผมก็ ไปนั่งดูหนัง ดู YouTube ชิลล์ พักผ่อนตามอัธยาศัยอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็รอ Recording อย่างเดียว แล้วก็มาเช็คอีกทีนึงนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือต้องมาแก้แหละ แต่อย่างน้อยก็คือมันก็ช่วยได้เยอะนะครับ
วิธีส่งภาพ Feedback ให้ Agent: เซฟรูปลงโฟลเดอร์ Blink แล้วใช้ Custom Skill เข้าไปอ่าน16:17
ปัญหาที่ 2 นะครับ เรื่องของ การส่ง Feedback กลับไปให้มัน พอมันอยู่บน iPad เนี่ย
เราจะส่งรูปไปให้มันยังไงล่ะ สมมตินะ สมมติ ส่วนใหญ่ ไม่แน่ใจว่าทุกคน ทำไหมแต่ว่ามันจะมีหลาย ครั้งที่เราจะต้อง Cap จอ
ใส่ Context นู่นนั่นส่งให้มันใช่ไหมครับ ถ้าบน iPad เนี่ยเราทำ ตอนแรกมันดูเหมือนจะเป็น ปัญหาแต่ว่าโชคดีที่ตัว Blink Shell ที่เราใช้อะนะครับ มันมีเหมือนฟีเจอร์ที่ ที่ สร้างโฟลเดอร์แล้วก็ลิงก์ เข้าไปใน MacBook ได้ด้วย แปลว่า เวลาที่เราเซฟไฟล์ เดี๋ยวผมลองเลื่อนให้ดู อันนี้ครับ อันนี้เป็นรูปบน iPad นะ ผมกด Save to Files นะครับ ตึ๊ง เนี่ย แล้วมันจะมี Blink เห็นไหมครับ มันจะมี Blink อยู่ตรงนั้นใช่ป่ะ อันนี้คือเป็นที่ที่ผมเซฟรูป แล้วมันจะโผล่บน MacBook
พอกด Save
พอกด Save ปุ๊บมันจะไปโผล่ที่ MacBook เลย พอไปโผล่ที่ MacBook ปุ๊บ ผมก็เขียน Custom Skill ขึ้นมา บอกมันว่า เขียน Custom Skill ชื่อ Tray อะไรสักอย่าง นึงนะครับ แล้วผมก็บอกมันว่าให้ Check Tray
แล้วก็อันนี้ผมทำเป็นตัวอย่างให้ดูว่า Check Tray What Do You See ไอ้รูปที่ผมส่งไปให้มันเมื่อกี้นะ ซึ่งมันก็ทำงานได้ถูกนะครับ เห็นป่ะ มันก็จะ Invoke Skill ที่เราเขียนไว้ Custom ขึ้นมา ซึ่งเป็น Skill แบบง่ายๆ เลยครับ แค่มันไปเช็กโฟลเดอร์ที่เรา ลิงก์กันไว้เฉยๆ แค่นั้นเอง
ก็คือสุดท้ายนี่คือวิธีการแก้นะครับ การส่ง Feedback กลับไปก็ใช้ Blink Feature
แล้วก็เขียน Custom Skill ให้มัน อันนี้เป็นตัวอย่างก็คือผม สมมติผมบอกว่าผมอยากจะซ่อน Meetup สองอันแรกที่ยังทำไม่เสร็จ ผมก็แคปจอบน iPad แล้วผมก็วง อันนี้ผมก็วงอย่างนี้ใช่ไหมครับ แล้วก็ Save ไปที่ Blink ที่ Set up ไว้ พอ Save เสร็จผมกลับมาที่ Blink Shell เราก็บอกมันว่า Check Last Tray เดี๋ยวมันรู้เอง แล้วก็บอกจริงๆ ปกติก็คือ Check Last Tray แล้วก็บอกมันเลยว่าจะทำอะไร แต่อันนี้คือให้ทุกคนดูก่อนว่า มันสามารถที่จะเห็นได้จริงๆ แล้วมันก็จะบอกว่าอ๋อนี่เป็นรูป Annotate นะมี Annotate สีแดงวงอยู่ที่ Two Pass Card แล้วมันก็จะถามว่าจะให้ทำอะไรไหม ประมาณนี้ที่ วิธีการ Workaround ของผมก็จะเป็นประมาณนี้ โอเคแล้วก็ต่อไปสุดท้าย
วิธีแก้ปัญหากดลิงก์จาก Terminal ไม่ได้: เขียน Hook จับ URL แล้วส่งเข้า iMessage19:09
อันนี้เป็นเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าเจอบ่อยก็คือ พอเราเปิด บน iPad เราจะรัน พวกเราจะกดลิงก์ไม่ได้เวลาที่ มันทำงานเสร็จคือ Flow ของผม เวลาที่มันทำงานเสร็จผมจะให้มันมี พวก Setup Deploy Preview อะไรพวกนี้ให้เราเข้าไปดู Manual Check ซึ่งลิงก์พวกนั้นเรากดจาก iPad ไม่ได้เพราะว่า อันนี้มันรันอยู่บน MacBook เพราะฉะนั้นผมก็เลยให้มัน เขียนอีก Hook หนึ่งนะครับ เพื่อให้มันจับ URL ตาม Pattern แล้วก็ส่งมาใน iMessage
แล้วนี่ครับทุกคนก็จะเห็นว่า อันนี้ก็คือจะเป็นมันส่งสมมติว่ามันเจอ Result ที่มันพ่นออกมาให้เราใช่ไหมมีลิงก์อยู่ ผมก็เขียน Hook ให้มันส่งมาให้ใน iMessage เวลาเราได้อะไรปุ๊บมันก็จะติ๊งๆๆ ขึ้นมาแล้วเราก็
เราก็กดจากใน แอป iMessage ได้ แล้วก็เปิดลิงก์ขึ้นมา ก็สะดวกมากอันนี้สะดวกมาก โอเคใกล้หมดเวลาแล้ว ก็ผมรู้สึกเลยว่าอันนี้คือมันเป็นจุด ที่รู้สึกว่า Vibe Coding มันแบบ เวิร์กมากเวลาทำอะไรสำหรับส่วนตัวโดยที่เราไม่ต้อง คิดไปถึง Production ขนาดนั้น ถ้ามันทำแล้วมันเวิร์กกับเราก็โอเค อันนี้จริงๆ ผมจะเป็น ไม่เชิงว่า Anti แต่ว่า ไม่ค่อยชอบ Vibe Code แต่ ว่าถ้าเป็นเรื่องแบบนี้เวิร์กมาก โอเคครับแล้วก็
ใช้เครื่องมือที่มีอยู่: ประยุกต์ใช้แอปพื้นฐานใน iOS เสริม Workflow (Files, Reminders)20:43
ส่วนตัวผมไม่ค่อย ไม่ค่อย เชี่ยวชาญแล้วกันในเรื่องของการ Explore New Tools ส่วนใหญ่ผมจะใช้อะไร ที่มันพยายามจะใช้อะไรที่มันมีอยู่แล้วอย่างเช่น iMessage ใช้ Files อะไรอย่าง นี้ที่มันลิงก์กับทุกอย่างของเราอยู่แล้ว จริงๆ มันมีอีกตัวหนึ่งที่ผมใช้ตอนนี้ก็คือ Reminder ของใน iOS มัน จะมีแอป Reminder อยู่ ซึ่งผมว่ามันค่อนข้าง Underrate มากเลย แต่ผมก็เอามาใช้ ก็จะมีการ Set up นู่นนี่นั่น ตอนนี้กลายเป็น Task Management ของผม ส่วนตัวเลย แต่ว่าวันนี้อาจจะไม่ได้อธิบายว่ามันเป็น ยังไงแต่มันค่อนข้างมี Detail เยอะ แต่ว่าให้เห็นว่า มันเริ่มจะมีหลายแอปแล้ว สำหรับ iOS ที่มัน Built-in แล้ว ผมรู้สึกว่ามันใช้ประโยชน์ได้เยอะมาก
คำแนะนำการเลือกซื้อ iPad และแจก QR Code คู่มือวิธีการ Setup21:31
โอเคสำหรับวันนี้ก็เรียกว่ามาเปิด โลกให้ทุกคนเห็นแล้วกันว่า iPad ก็เป็นอีก Option หนึ่ง ถ้าใครสนใจก็ตอนนี้อาจจะราคาขึ้นแล้ว ใช่ไหม ก็ iPad Air กับ iPad Pro ถ้าเกิดใคร สนใจเดี๋ยวมาคุยกันหลังไมค์ได้นะผมแนะนำ ได้เพราะว่าผมซื้อ iPad Air มาแต่ว่าไม่ประทับใจเท่าไหร่ รู้สึกว่าน่าจะไป iPad Pro ไปเลย ตอนนั้นศึกษาไม่ค่อยดีเพราะฉะนั้น เดี๋ยวมาคุยกันหลังไมค์ได้อันนี้จะเป็น QR Code ถ้าเกิดว่า ใครสนใจก็ สแกนไปแล้วก็มันจะเป็นเหมือนวิธีการ Set up ที่ผม ทำมาแล้วแล้วมันใช้งานได้
สาธิตส่งท้าย: การใช้ iPhone รีโมทเข้า Terminal ของ Mac ที่เปิดทำงานอยู่ 24 ชม.22:16
แล้วก็ไม่ใช่แค่ iPad บน iPhone ผมก็สามารถรัน Blink ได้เหมือนกันเดี๋ยวเปิดให้ดู
ก็น่าจะมองกันไม่เห็นแต่ว่านี่คือ Blink Shell ผมก็สามารถเปิดบนมือถือได้เหมือนกันแต่ว่า บนมือถือมันจะใช้งานไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่ว่า เรียกได้ว่าอันนี้คือผมเปิดบนมือถือใช่ป่ะ และนี่คือสิ่งที่มันรันอยู่บน MacBook Pro ที่บ้านผม ซึ่งมันรันอยู่ 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นผมก็จะสามารถ เปิด Session ใหม่บนนี้ได้เลย หรือเข้าไปทำงานต่ออย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้มันค่อนข้างจะแบบ Seamless มากๆ สำหรับการรันอะไรต่างๆ โอเคก็วันนี้ Session ผมจบแล้ว
ขอบคุณทุกคนมากๆ เลย